1.งูผ้าขี้ริ้ว

เป็นงูในจำพวกงูทะเลชนิดเดียวที่พบในประเทศไทยที่ไม่มีพิษ โดยที่มิได้อยู่ในวงศ์งูพิษเขี้ยวหน้า (Elapidae) เหมือนงูทะเลทั่วไป
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acrochordus granulatus ในวงศ์งูงวงช้าง (Acrochordidae) ตัวสีเทาลายเทาเข้มปนน้ำเงินหรือสีเทาดำสลับกับสีขาว เกล็ดที่หนังมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่ท้องไม่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวเหมือนงูงวงช้าง (A. javanicus) ซึ่งเป็นงูในวงศ์เดียวกัน ลำตัวนุ่มนิ่มเหมือนผ้าขี้ริ้ว อันเป็นที่มาของชื่อ หนังย่นได้มาก สามารถพับงอตัวได้ดี ขณะยังเล็กอยู่จะมีลายสีเข้มและสีจางลง เมื่อโตขื้น ขนาดยาวเต็มที่ประมาณ 1.6 เมตร
อาศัยอยู่ในเขตน้ำตื้นตามพื้นโคลนตามชายฝั่งทะเล, ป่าชายเลน หรือปากแม่น้ำชอบอาศัยอยู่ตามพื้นโคลนมากกว่าอยู่ในน้ำใส กินปลาเป็นอาหาร พบกระจายพันธุ์กว้างขวางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เป็นงูชนิดที่เคลื่อนไหวได้ดีในน้ำ แต่จะเชื่องช้าเมื่อขึ้นมาอยู่บนบก มีพฤติกรรมผสมพันธุ์ในเดือนกรกฎาคมไปจนถึงปลายปี ออกลูกเป็นตัว ลูกงูจะเกิดมาในช่วงเดือนมิถุนายนปีถัดมา โดยงูตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าและสามารถกินอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ มีอุปนิสัย ไม่ดุ มักติดอวนของชาวประมงอยู่บ่อย ๆ เมื่อถูกจับได้และขดตัวอยู่นิ่ง ๆ แสร้งทำเป็นตาย
2.งูเหลือม

(ชื่อวิทยาศาสตร์: Malayopython reticulatus) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นงูขนาดใหญ่ ลำตัวยาวเฉลี่ยประมาณ 3.5-6 เมตร จัดเป็นงูที่ยาวที่สุดของโลกซึ่งตัวที่ยาวที่สุดยาวถึง 9.6 เมตร ถูกจับได้เมื่อปี ค.ศ. 1917 ที่ เกาะซีลิเบท เป็นหมู่เกาะแห่งหนึ่งในมาเลเซียโดยมีความยาวกว่างูอนาคอนดา (Eunectes murinus) ที่พบในทวีปอเมริกาใต้ แต่มีน้ำหนักน้อยกว่า อาจจะหนักน้อยกว่างูอนาคอนดาได้ถึงครึ่งเท่าตัว
3.งูสิง

มีความยาวเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1.4 เมตร และหางยาว 44.5 ซม. หัวยาวและส่วนของหัวกว้างกว่าลำคอเล็กน้อย ส่วนปลายของหัวมน ตาใหญ่มาก ลำตัวกลมและยาว หางยาวและ ส่วนปลายหางเรียว ผิวหนังลำตัวมีเกล็ดปกคลุม เกล็ดบนหัวเป็นแผ่นกว้าง เกล็ดบนหลังทางส่วนต้นของลำตัวมีขนาดใหญ่และพื้นผิวเรียบ เกล็ดท้องขยายกว้าง เกล็ดใต้หางเป็นแถวคู่ เกล็ดรอบ ลำตัวในตำแหน่งกึ่งกลางตัวจำนวน 15 เกล็ด เกล็ดท้องจำนวน 170 เกล็ด และเกล็ดใต้หางจำนวน 125 เกล็ด
4.งูหลาม

มีลักษณะคล้ายกับงูเหลือม (M.
reticulatus) ซึ่งเป็นงูในวงศ์งูเหลือมเหมือนกัน
แต่มีขนาดเล็กกว่างูเหลือม โดยความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ 1-3 เมตร (พบใหญ่ที่สุด 5.18 เมตร น้ำหนัก 74 กิโลกรัม ที่อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ สหรัฐอเมริกา[3]ทำลายสถิติตัวที่มีความยาว 5 เมตรในประเทศพม่า)[4] มีลำตัวที่อ้วนป้อมกว่า
อีกทั้งหางก็สั้นกว่าและมีขีดที่บนหัวเป็นสีขาว เรียกว่า “ศรขาว”
อีกทั้งมีสีสันและลวดลายที่แตกต่างจากงูเหลือม
รวมทั้งอุปนิสัยที่ไม่ดุต่างจากงูเหลือม จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน นิยมกันมากในตัวที่สีกลายเป็นสีเผือกและลวดลายแตกต่างไปจากปกติ
5.งูหลามปากเป็ด

งูหลามปากเป็ด (อังกฤษ: Blood python; ชื่อวิทยาศาสตร์: Python curtus) เป็นงูไม่มีพิษ มีลำตัวที่อ้วน หนา กว่างูหลามและงูเหลือม แต่มีหางที่สั้นแลดูไม่สมส่วน และมีลวดลายที่แปลกออกไป มีหลายหลากสี ทั้งน้ำตาล, แดง, เหลือง, ส้ม หรือ เขียว โดยงูแต่ละตัวจะมีสีสันและลวดลายต่างกันออกไป ขนาดโตเต็มที่ได้ประมาณ 1.50 เมตร จัดเป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในสกุลนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย คือ P. c. curtus เป็นชนิดทั่วไป, P. c. breitensteini พบในบอร์เนียว และ P. c. brongersmai พบในแหลมมลายูของมาเลเซียและสิงคโปร์[5] เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ที่นิยมสัตว์เลื้อยคลานเพราะมีความสวยงามในบางข้อมูลจะให้ชนิดย่อยทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกันไปเลย
6.งูแสงอาทิตย์

งูแสงอาทิตย์ (อังกฤษ: Sunbeam snake) เป็นงูไม่มีพิษ มีลำตัวยาวทรงกระบอก หัวแบนเรียว ตามีขนาดเล็ก ลำตัวมีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร ลำตัวสีดำถึงสีน้ำตาลเข้ม ส่วนท้องมีสีขาว ส่วนหัวแบนเรียว ตาเล็ก ลักษณะเด่นคือเกล็ดลำตัวเรียบเป็นเงาแวววาบสะดุดตาเมื่อสะท้อนแสงแดด อันเป็นที่มาของชื่อ พบได้ตั้งแต่ภาคใต้ของจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไม่มีชนิดย่อยตัวอย่างต้นแบบแรกพบที่ชวาจัดเป็นงูโบราณจากลักษณะที่ยังคงปอดทั้งสองข้างเอาไว้ ซึ่งงูทั่วไปจะเหลือปอดซ้ายเพียงข้างเดียวเพื่อความสะดวกในการเก็บปอดภายในลำตัวแคบๆ ยาว ๆ มักพบเห็นได้ในพื้นที่ที่มีกิ้งก่า, กบ, หนู และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหาร รวมถึงกินงูด้วยกันชนิดอื่น เช่น ลูกงูเห่าและงูกะปะ เป็นอาหารได้ด้วย เป็นงูที่มีพละกำลังพอสมควร เมื่อพบเหยื่อจะจัดการเหยื่อด้วยการรัดให้หมดแรงและค่อย ๆ กลืนลงไป
